หน้า 1  2   3                                                                                  download ดาวน์โหลดเอกสารนี้

ระเบียบปฏิบัติศาสนพิธี (๑)
คัดลอกจาก http://www.thai.net/watthasai/sasanapiti.htm

 

การให้ศีล ๕
เมื่อพิธิกรกล่าวคำอาราธนาศีล เริ่มครั้งที่ ๒ ว่า “ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต ฯเปฯ” พระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์  พึงเริ่มจับพัดรองตั้งเตรียมให้ศีล เมื่อพิธิกรกล่าวคำอาราธนาศีลจบลงแล้ว พึงเริ่มตั้ง นะโม ทันทีโดยไม่ชักช้า การให้ศีลนั้น นิยมกล่าวนำตั้ง นะโม ๓ ชั้น ดังนี้:-  
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ//
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ//
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ//
การให้ศีล ๕ นั้น เมื่อกล่าวนำไตรสรณคมน์จบแล้ว ไม่นิยมบอกว่า “ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง” (แปลว่า  การถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกจบแล้ว)
การกล่าวนำให้ศีลแต่ละสิกขาบทนั้น นิยมทอดเสียง ในระหว่างกลางทุกสิกขาบท ตัวอย่าง เช่น สิกขาบทที่ ๑ ว่า  “ปาณาติปาตา” ทอดเสียงหน่อยหนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อไป “เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ” แม้สิกขาบทต่อ ๆ ไป ก็นิยม ทอดเสียงหน่อยหนึ่ง อย่างนี้เหมือนกัน
- การกล่าวสรุปท้ายบอกอานิสงส์ศีลนั้น นิยมหยุดเป็นตอน ๆ ดังนี้:-
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ//
สีเลนะ สุคะติง ยันติ// สีเลนะ โภคะสัมปะทา//
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ// ตัสมา สีลัง วิโสธะเย// ฯ
การอาราธนาพระปริตร
- เมื่อพระเถระประธานสงฆ์ให้ศีลจบแล้ว พิธีกรพึงกล่าวคำอาราธนาพระปริตรสืบต่อไป โดยการกล่าวหยุดทอดเสียงเป็นตอน ๆ ไป ดังนี้:-
วิปัตติปะฏิพาหายะ// สัพพะสัมปัตติสิทธิยา//
สัพพะทุกขะวินาสายะ// ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง//
วิปัตติปะฏิพาหายะ// สัพพะสัมปัตติสิทธิยา//
สัพพะภะยะวินาสายะ// ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง//
วิปัตติปะฏิพาหายะ// สัพพะสัมปัตติสิทธิยา//
สัพพะโรคะวินาสายะ// ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง// ฯ
การกล่าวชุมนุมเทวดา
- การกล่าวชุมนุมเทวดา คือ การกล่าวอัญเชิญเทวดาให้มาร่วมงานมงคลนี้ เป็นหน้าที่ของเจ้าภาพงานมงคลนั้น ๆ จะต้องเป็นผู้กล่าวอัญเชิญด้วยตนเอง หาใช่เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ไม่ แต่เนื่องจากเจ้าภาพงานนั้น ๆ ไม่สามารถจะกล่าวคำอัญเชิญได้ด้วยตนเอง จึงขอร้องให้พระสงฆ์ช่วยกล่าวอัญเชิญแทนตน ครั้นกาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันนี้ การกล่าวชุมนุมเทวดานี้ จึงกลายเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์โดยตรงทีเดียว
- การกล่าวชุมนุมเทวดา และการขัดตำนาน ก่อนเจริญพระพุทธมนต์ในงานพิธีทำบุญทุกชนิด นิยมเป็นหน้าที่ของพระภิกษุรูปที่ ๓ เป็นผู้กล่าวชุมนุมเทวดาและกล่าวขัดตำนาน ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากพระเถระรูปที่ ๒ เป็นพระเถระผู้ใหญ่ ชราภาพมีเสียงเครือ หรือ อาจเนื่องมาจากพระเถระรูปที่ ๒ จะต้องคอยรับช่วงบทเจริญพระพุทธมนต์ต่อจากพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์ ถ้าพระเถระรูปที่ ๒ ทำหน้าที่กล่าวชุมนุมเทวดา และกล่าวขัดตำนานเอง เมื่อกล่าวชุมนุมเทวดา หรือกล่าวขัดตำนานจบแล้วกว่าจะเก็บพัดรองไว้ที่เดิมเสร็จ มักจะรับช่วงบทเจริญพระพุทธมนต์จากพระเถระประธานสงฆ์ไม่ทัน ทำให้เสียระเบียบการเจริญพระพุทธมนต์ได้ จึงนิยมมอบหน้าที่การกล่าวชุมนุมเทวดาและกล่าวขัดตำนาน ให้เป็นภาระหน้าที่ของพระภิกษุรูปที่ ๓ สืบต่อกันมาจนปัจจุบันนี้
- ถ้าพระภิกษุรูปที่ ๓ มีความขัดข้อง ก็อาจมอบให้เป็นหน้าที่ของพระภิกษุรูปที่ ๔ - ๕ ทำหน้าที่แทนตนก็ได้ หรือ อาจขอร้องให้พระเถระรูปที่ ๒ ขัดแทนก็ได้ ในเมื่อพิจารณาเห็นว่า พระเถระรูปที่ ๒ เป็นผู้มีเสียงดี และขัดได้ไพเราะดีซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่โดยทั่วไป
- เมื่อพิธีกรกล่าวคำอาราธนาพระปริตร เริ่มครั้งที่ ๒ ว่า “วิปัตติปะฏิพาหายะ” พระภิกษุรูปที่ ๓ พึงเริ่มจับพัดตั้งเตรียมกล่าวชุมนุมเทวดา เมื่อพิธีกรกล่าวคำอาราธนาพระปริตรจบลงแล้ว นิยมเริ่มกล่าวชุมนุมเทวดาทันที โดยไม่ชักช้า
การกล่าวชุมนุมเทวดางานพิธีมงคลทั่วไป
- การกล่าวชุมนุมเทวดา ก่อนเจริญพระพุทธมนต์ ในงานพิธีมงคลทั้งหลายทั่วไป เช่น งานมงคลสมรส งานพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานพิธีทำบุญอายุ งานพิธีฉลองยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นต้น นิยมกล่าวชุมนุมเทวดา ดังนี้:-
ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา//
อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ//
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ// จันตะลิกเข วิมาเน//
ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน// เคหะวัตถุมหิ เขตเต//
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม// ยักขะคันธัพพะนาคา//
ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง// สาธะโว เม สะณันตุ//
ธัมมัสสะวะนะกาโล// อะยัมภะทันตา//
ธัมมัสสะวะนะกาโล// อะยัมภะทันตา//
ธัมมัสสะวะนะกาโล// อะยัมภะทันตา// ฯ
การกล่าวชุมนุมเทวดางานพิธีมงคลส่วนรวม
- การกล่าวชุมนุมเทวดา ก่อนเจริญพระพุทธมนต์ ในงานพิธีมงคลส่วนรวม เช่น งานรัฐพิธีขึ้นปีใหม่ งานรัฐพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ งานรัฐพิธีสาบานธง งานพิธีฉลองวัด งานทำบุญกลางบ้าน เป็นต้น นิยมกล่าวชุมนุมเทวดา ดังนี้.
สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตราคัจฉันตุ เทวะตา//
สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ สัคคะโมกขะทัง//
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ// จันตะลิกเข วิมาเน//
ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน// เคหะวัตถุมหิ เขตเต//
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม// ยักขะคันธัพพะนาคา//
ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง// สาธะโว เม สุณันตุ//
ธัมมัสสะวะนะกาโล// อะยัมภะทันตา//
ธัมมัสสะวะนะกาโล// อะยัมภะทันตา//
ธัมมัสสะวะนะกาโล// อะยัมภะทันตา// ฯ
การกล่าวชุมนุมเทวดางานพระราชพิธี
- การกล่าวชุมนุมเทวดา ก่อนเจริญพระพุทธมนต์ ในงานพระราชพิธีมงคลทุกประเภท เช่น งานพระราชพิธีมงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น นิยมกล่าวชุมนุมเทวดา ดังนี้.
สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง//
ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ//
ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา//
อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ//
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ// จันตะลิกเข วิมาเน//
ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน// เคหะวัตถุมหิ เขตเต//
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม// ยักขะคันธัพพะนาคา//
ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง// สาธะโว เม สุณันตุ//
ธัมมัสสะวะนะกาโล// อะยัมภะทันตา//
ธัมมัสสะวะนะกาโล// อะยัมภะทันตา//
ธัมมัสสะวะนะกาโล// อะยัมภะทันตา//
การประนมมือในศาสนพิธีการทำบุญ
- การประนมมือในการเจริญพระพุทธมนต์ หรือในการสวดพระพุทธมนต์นั้น เป็นการแสดงความเคารพต่อพระพุทธมนต์ที่กำลังกล่าวสวดอยู่นั้น จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องกระทำด้วยความประณีตเรียบร้อย อันแสดงออกถึงกิริยาอาการที่ทำด้วยความเคารพ เอื้อเฟื้อเป็นอย่างดี ทั้งเป็นการแสดงตัวอย่างให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ยึดถือเป็นทิฏฐานุคติ ดำเนินรอยตามอีกด้วย
- นิยมประนมมือ โดยยกมือทั้งสองขึ้นบรรจบกันระหว่างอก ให้นิ้วมือทั้งสิบแนบขิดสนิทกัน ตั้งปลายนิ้วมือขึ้นข้างบน ศอกทั้งสองข้างวางแนบชิดกับชายโครง
- ไม่นิยมประนมมือแบบไม้ค้างถั่ว คือ เอานิ้วมือทั้งสองข้างวางประสานไขว้กัน ไม่นิยมประนมมือแบบแง่งขิงแง่งข่า คือ เอานิ้วมืองอเข้าหากัน ทำมือหงิกมืองอ ไม่นิยมประนมมือแบบฝ่ามือโก่งออกจากกันเป็นกระโปรง
- ไม่นิยมยกกระพุ่มมือประนมขึ้นยันคาง หรือ ยกขึ้นปิดปาก หรือ ลดกระพุ่มมือประนมลงวางไว้ที่พุง หรือ ปล่อยให้กระพุ่มมือประนมหันปลายนิ้วลงเบื้องล่างซึ่งเป็นกิริยาอาการที่ไม่น่าเลื่อมใส
การเจริญพระพุทธมนต์
- การเจริญพระพุทธมนต์ ในงานพิธีการทำบุญเพื่อความเป็นศิริมงคลต่างชนิดนั้น นิยมใช้บทพระพุทธมนต์เหมาะแก่งาน พอเหมาะแก่กาลเวลา และใช้จังหวะการสวดเหมาะแก่บุคคลผู้ฟัง คือ.
- ถ้าผู้ฟังเป็นผู้ใหญ่ หรือ เป็นคนสูงอายุ นิยมสวดจังหวะช้าลง ไม่กระชั้นนัก
- ถ้าผู้ฟังเป็นข้าราชการ นิยมใช้จังหวะปานกลาง ไม่เร็วนักและไม่ช้านัก
- ถ้าผู้ฟังเป็นเด็กนักเรียน นักศึกษา นิยมสวดเร่งให้เร็วขึ้นหน่อย
- เมื่อประธานพิธี หรือ เจ้าภาพ เริ่มจุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัย พระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์ พึงเริ่มหยิบกลุ่มด้ายสายสิญจน์คลี่ส่งให้พระภิกษุรูปที่ ๒ คลี่ส่งต่อ ๆ กันไปตามลำดับ
- พระภิกษุรูปสุดท้าย พึงวางกลุ่มด้ายสายสิญจน์ไว้บนพานสำหรับรองรับ ถ้าไม่มีพานตั้งไว้สำหรับรองรับ ก็นิยมวางกลุ่มด้ายสายสิญจน์ไว้บนพานหมากพลู- บุหรี่ ถ้าไม่มีพานหมากพลู- บุหรี่ ก็นิยมวางกลุ่มด้ายสายสิญจน์ไว้ในย่ามของตน
- เมื่อเจริญพระพุทธมนต์ถึงบทสุดท้าย คือ “ภะวุตุ สัพพะมังคะลัง” พระภิกษุรูปสุดท้ายพึงเริ่มม้วนเก็บด้ายสายสิญจน์ส่งกลับตืน
- ด้ายสายสิญจน์ที่โยงมาจากพระพุทธรูปนั้น นิยมกันว่า ห้ามข้ามกราย ถ้ามีความจำเป็นจะต้องรับประเคนสิ่งของ ในขณะที่กำลังถือด้ายสายสิญจน์อยู่นั้น นิยมใช้มือสอดลอดใต้ด้ายสายสิญจน์รับประเคน
การจุดเทียนน้ำมนต์
- ผู้เป็นประธานพิธี หรือ ผู้เป็นเจ้าภาพงานทำบุญนั้น นิยมรอคอยเวลาจุดเทียนน้ำมนต์ถวายพระสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง แม้จะมีธุระอย่างใด ก็ควรงดไว้ก่อน
- เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถึงบทมงคลสูตรว่า “อะเสวนา จะ พาลานัง” พิธีกรพึงจุดเทียนชนวนเข้าไปเชิญประธานพิธี หรือเจ้าภาพงานไปจุดเทียนน้ำมนต์ ซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าของพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์
- เมื่อจะจุดเทียนน้ำมนต์นั้น นิยมหยดน้ำตาเทียนชนวนลงที่ไส้ของเทียนน้ำมนต์นั้นก่อน เพื่อจะทำให้การจุดไฟติดได้ง่าย และไส้เทียนน้ำมนต์นั้นจะไม่ถูกไฟไหม้หมดไปเสียก่อน
- เมื่อจุดเทียนน้ำมนต์แล้ว ก็ส่งเทียนชนวนคืนให้แก่พิธีกร แล้วยกภาชนะน้ำมนต์นั้น ถวายแก่พระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์ เมื่อยกภาชนะน้ำมนต์ถวายแล้ว นิยมยกมือไหว้พระเถระประธานสงฆ์นั้น แล้วกลับไปนั่งที่เดิม
- ต่อจากนั้น ถ้ามีธุระจำเป็น ก็พอปลีกตัวไปได้บ้าง แต่ตามความนิยมแล้วผู้เป็นประธานพิธี หรือ เจ้าภาพงาน ไม่นิยมปลีกตัวไปไหนในขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ประธานพิธี หรือ แก่เจ้าภาพงานนั้น นิยมนั่งอยู่เป็นประธานจนกว่าจะเสร็จพิธี จึงจะเป็นการถูกต้องและเหมาะสมทุกประการ



หน้า 1  2   3