หน้า 1 2 ดาวน์โหลดเอกสารนี้
หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร
วัดโสธรวรารามวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำ
บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา วัดนี้สร้างในสมัยไม่ปรากฏ แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป้นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง
สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อว่า “ วัดหงษ์ “ เพราะที่วัดมีเสาใหญ่มีรูปหงส์เป็น
เครื่องหมายติดอยู่บนยอดเสา ราวปีพุทธศักราช ๒๓๐๐ มูลเหตุที่วัดนี้ที่ได้ชื่อว่าโสธร มีผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่า
สืบๆ ต่อกันมาว่าตัวหงส์ซึ่งอยู่บนยอดเสาใหญ่ถูกลมพายุพัดลงมา ครั้นหงส์ตกลงมาแล้วก็เหลือแต่เสาใหญ่
จึงมีบุคคลเอาธงขึ้นแขวนแทน เลยเรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดเสาธง" ต่อมาเกิดลมพายุกล้าพัดเสาธงหักโค่นลง
มาเป้นสองท่อน ประชาชนที่ถือเอาเครื่องหมายเสาธงหักเป็นท่อนนั้น ตั้งชื่อว่า "วัดเสาธงทอน" ครั้นต่อมา
ค่อย ๆ เพี้ยนแล้วห้วนเข้าเลยเรียกกันว่า"วัดโสธร" จนกระทั่งปัจจุบันนี้
เดิมทีเดียววัดนี้ใช้ตัวหนังสือเขียนว่า “โสทร” อันหมายความว่า “ วัดพระ ๓ องค์พี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน
“ ไม่ได้เขียนว่า “โสธร” ดังปัจจุบันนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗
ชื่อวัดโสธร หรือวัดโสทร ปรากฏในเรื่องนำเที่ยวจังหวัดฉะเชิงเทราของนายตรี อำมาตยกุล พิมพ์ลงใน
วารสารปีที่ 6 เล่ม 7 มีข้อความเกี่ยวกับชื่อวีดโสธรนี้ว่า"เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"
เสด็จประพาสวัดนี้เมื่อพ.ศ 2451 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเหล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยัง
ดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฏราชกุมาร ยังทรงเขียนชื่อวัดนี้ว่า "วัดโสทร"
สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จตรวจคณะสงฆ์ในมณฑลปราจีนบุรีเมื่อ พ.ศ
2459 ชื่อ วัด”โสธร”ได้เขียนไว้อย่างนี้แล้ว ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่าได้เปลี่ยนชื่อวัดโสทรเป็นวัดโสธร ในราว
ต้นรัชกาลที่ 6 ฉะนั้นผู้ที่เขียนชื่อวัดโสธร เป็นวัดโสทร ภายหลังปี พ.ศ 2459 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม
พระยาวชิรญาณวโรรส ทรงสันนิษฐานไว้ว่า “ ผู้ที่ใช้ชื่อวัดนี้ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ เพราะเป็นนามที่ไพเราะทั้ง
แปลกก็ได้ความดีดังนี้
อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ง ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า “โสธร” นี้เป็นนามศักดิ์สิทธิ์ “โส” เป็นอักขระ
สำเร็จรูป ป้องกันสรรพทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวง “ธ” เป็นพยัญชนะอำนาจ มีตบะเดชานุภาพ “ร” เป็นอักษร
มหานิยมเป็นที่ชื่นชมของเทวดาและมนุษย์ ซึ่งหมายความรวมกันว่า “ วัดพระศักดิ์สิทธิ์”
วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธโสธร หรือที่ชาวบ้านเรียก " หลวงพ่อโสธร " ซึ่ง
เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพนับถือ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หลวงพ่อโสธรมา
ประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรนานเท่าใด สมัย พ.ศ.ใด ไม่มีใครทราบได้แน่นอน พอจะมีเค้าตามคำบอกเล่าอัน
เกี่ยวโยงถึงหลวงพ่อวัดบ้านแหลม หรือในปัจจุบันคือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร จังหวัดสมุทรสงคราม ตาม
ประวัติหลวงพ่อวัดบ้านแหลมกับหลวงพ่อโสธรลอยน้ำมาด้วยกันและเป็นพี่น้องกัน และชาวบ้านแหลมได้
อัญเชิญหลวงพ่อวัดบ้านแหลมขึ้นจากน้ำเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๓ จึงคาดคะเนว่าหลวงพ่อโสธรคงจะมาประดิษฐาน
ที่วัดโสธรแห่งนี้ราวปี พ.ศ. ๒๓๑๓
ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธรนี้ มีผู้เล่าสืบๆกันมาหลายกระแส ผู้เฒ่าผู้แก่หลายๆท่านก็ได้รับฟัง
มาจากบรรพบุรุษเล่าให้ฟังกันต่อๆมาอีกทีว่า “ หลวงพ่อโสธรลอยน้ำมา” มีคำปรารภว่า ล่วงกาลนานมาแล้ว
ยังมีพี่น้อง ๓ คนได้อาศัยอยู่ทางเมืองเหนือ มีจิตเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ได้สร้าง
พระพุทธรูปเพื่อเสริมสร้างบารมีและเพื่อพูนผลานิสงส์ จึงได้เชิญพราหมณ์ให้มาทำพิธีหล่อพระพุทธรูป
ปางต่าง ๆ ตามวันเกิดของแต่ละคน อันมีปางสมาธิ ปางสะดุ้งมารและปางอุ้มบาตร แล้วทำพิธีบวงสรวง
ชุมนุมเทวดาตามโหราศาสตร์และโบราณประเพณี เพื่อทำพิธิปลุกเสกพระทั้ง ๓ องค์และได้อัญเชิญเข้าสู่วัด
ในกาลต่อมา ได้เกิดยุคเข็ญขึ้น กองทัพพม่าได้ยกทัพมาตีไทยหลายครั้งหลายหน จนถึงประมาณครั้งที่ 7
พม่าก็สามารถตีเมืองได้เป็นผลสำเร็จ ได้เผาบ้านเผาเมืองตลอดจนวัดวาอารามต่าง ๆ จนวอดวายเรียบเป็น
หน้ากลองไปหมด หลวงพ่อ 3 พี่น้อง จึงได้ปรึกษากัน และเห็นว่าเป็นสถานการณ์ขับขัน จึงได้แสดง
อภินิหารลงบนแม่น้ำปิง แล้วล่องตามน้ำมาทางใต้ตลอด 7 วัน ได้แสดงฤทธิ์และแสดงอภินิหารตามแม่น้ำ
มาจากทิศเหนือ เพื่อให้คนทางทิศใต้ได้เห็น จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า “
สามเสน ” จึงได้แสดงอภินิหารลอยให้ชาวบ้านชาวเมืองเห็น ชาวบ้านนับแสน ๆ คน ได้ทำการฉุดหลวงพ่อ
ทั้ง 3 องค์ถึง 3 วัน 3 คืนก็ฉุดไม่ขึ้น ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า “ สามแสน ” ซึ่งได้เพี้ยนเป็น “ สามเสน ” ใน
ภายหลัง
ในที่สุดก็มาผุดขึ้นที่แม่น้ำบางปะกง ที่ตำบลสัมปทวน และแสดงปาฏิหาริย์ลอยน้ำและทวนน้ำได้ทั้งสาม
องค์ ประชาชนชาวสัมปทวนได้พบเห็น จึงช่วยกันเอาเชือกพรวนมนิลาลงไปผูกมัดที่องค์พระพุทธรูปหล่อ
ทั้งสามองค์นั้นแล้ว ช่วยกันฉุดลากขึ้นฝั่งด้วยจำนวนผู้คนประมาณ ๕๐๐ คนก็ฉุดขึ้นไม่ได้ เชือกขาดไม่
สำเร็จตามความประสงค์ก็พากันเลิกกลับไป ครั้นแล้วพระพุทธรูปหล่อทั้ง ๓ องค์ก็จมน้ำหายไป สถานที่
พระ ๓ องค์ลอยน้ำและทวนน้ำได้นี้เลยได้ชื่อว่า “ สามพระทวน “ ต่อมาได้เรียกกันไปเป็น “สัมปทวน”
ปัจจุบันได้แก่แม่น้ำหน้าวัดสัมปทวน อ.เมืองฉะเชิงเทรา ต่อจากนั้นพระทั้ง ๓ องค์ก็ได้ลอยตามแม่น้ำบาง
ปะกงเลยผ่านหน้าวัดโสธรไปถึงคุ้งน้ำใต้วัดโสธร แสดงฤทธิ์ผุดขึ้นให้ชาวบ้านบางนั้นเห็น ชาวบ้านได้
ช่วยกันฉุดขึ้นฝั่งเช่นเดียวกับชาวบ้านสัมปทวน แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงเรียกหมู่บ้านและคลองนั้นว่า “บางพระ” มา
จนทุกวันนี้ จากนั้นพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ได้แสดงฤทธิ์ลอยทวนน้ำขึ้นมาลอยวนอยู่ที่หัวเลี้ยวตรงบริเวณ
กองพันทหารช่างที่ ๒ จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน และแสดงปาฏิหาริย์จะเข้าไปในคลองเล็กๆ ตรงข้าม
กองพันทหารช่างนั้น สถานที่พระลอยวนอยู่นั้นเรียกกันว่า “แหลมหัววน” และคลองนั้นก็ได้นามว่า “คลอง
สองพี่น้อง” (สองพี่สองน้อง)
พระพุทธองค์พี่ใหญ่ก็ล่องเลยไปผุดขึ้นที่ลำน้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ประชาชน ชาวประมงได้
อาราธนาขึ้นประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านแหลม ปัจจุบันคือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เป็นที่บูชานับถือจาก
ประชาชนเป็นจำนวนมากเหมือนหลวงพ่อโสธร
พระองค์สุดท้องได้ล่องลอยไปผุดขึ้นที่วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และชาวบางพลีได้อัญเชิญขึ้น
ประดิษฐานอยู่ที่วัดบางพลีใหญ่ ในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการทุกวันนี้ และเป็นที่บูชานับถือของ
ประชาชนจำนวนมากเช่นเดียวกับหลวงพ่อโสธรและหลวงพ่อวัดบ้านแหลม
ส่วนพระพุทธรูปหล่อองค์กลางนั้น คือหลวงพ่อโสธร เมื่อลอยตามน้ำจากหัววนดังกล่าวแล้ว ได้มาผุดขึ้น
ที่ท่าหน้าวัดโสธรในปัจจุบัน กล่าวกันว่าประชาชนจำนวนมากได้ทำการฉุดลากองค์หลวงพ่อขึ้นแต่ไม่
สำเร็จ แต่ได้มีอาจารย์ผู้หนึ่งซึ่งมีความรู้ทางไสยศาสตร์ ทำพิธีตั้งศาลเพียงตาขึ้นมาตามโบราณพิธี ได้
บวงสรวงและเอาด้ายสายสิญน์คล้องกับพระหัตถ์ขององค์หลวงพ่อและได้อัญเชิญขึ้นมาไว้บนฝั่ง ได้นำไป
ประดิษฐานในวิหารสำเร็จตามความประสงค์แล้วจัดให้มีการฉลองสมโภชขึ้นและได้ให้นามหลวงพ่อว่า
“หลวงพ่อโสธร”
องค์หลวงพ่อโสธร แรกเริ่มเมื่อนำขึ้นมาประดิษฐานในอุโบสถร่วมกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ ที่มีอยู่
พระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏว่า องค์จริงเป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองสัมฤทธ์ ปางสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง
ศอกเศษ ทรงสวยงาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นลักษณะของพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง คือ ศิลปะของเวียง
จันทร์ เพราะมีการสร้างพระพุทธรูปลักษณะเช่นนี้กันทั่วไปที่ล้านช้าง เวียงจันทร์ หลวงพระบาง และ
เมืองอื่น ๆ ที่ภูมิภาคแถบนี้ ซึ่งดูได้จากพระพุทธรูปลักษณะเดียวกันที่เวียงจันทร์และหลวงพระบาง
ตลอดจนอินโดจีน รวมทั้งทางภูมิภาคของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน
ต่อมาพระสงฆ์ในวัดเห็นว่ากาลต่อไปภายหน้า ฝูงชนที่มีตันหาและราคะแรงกล้า มีอัธยาศัยเป็นบาป
ลามกหมดศรัทธาหาความเลื่อมใสมิได้ จักนำเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ไม่เป็นการปลอดภัย จึงได้
พอกปูนเสริมให้ใหญ่หุ้มองค์จริงไว้ภายใน ดังปรากฎอยู่ทุกวันนี้ คือเป็นพระพุทธปฏิมากร ปางสมาธิลงรัก
ปิดทอง พระวรกายแบบเทวรูป พระพักตร์แบบศิลปะล้านนา พระเกตุมาลาแบบปลี ข้อพระกรมือขวามีกำไร
รัดตรึง ทรงจีวรแนบเนื้อมีความกว้างของพระเพลา ๓ ศอก ๕ นิ้ว สูง ๑.๙๓ เมตร ประทับอยู่เหนือรัตน
บัลลังก์ ๔ ชั้น ซึ่งปูลาดด้วยผ้าทิพย์ อันมีความหมายถึงการอยู่สูงสุดเป็นพุทธอยู่เหนือพระอริยบุคคล ๔ คือ
พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ประดิษฐานบนแท่นฐานชุกชี รายล้อมด้วย
พระพุทธรูปปางอื่นอีก ๑๒ องค์
สถานที่ตั้งวัดโสธรในสมัยก่อนนั้น ทางบกเป็นป่า หมู่บ้านของประชาชนมีน้อย การคมนาคมไม่
สะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ แต่เมื่อองค์หลวงพ่อได้มาประดิษฐานแล้ว ประชาชนชาวเรือผู้ที่สัญจรไปมา
หน้าวัดหลวงพ่อรู้จักนับถือกันมาก เพราะว่าการเดินทางสะดวกกว่าทางบก ผู้สัญจรไปมาทางเรือนับถือกัน
มาก ชาวเรือที่ทำมาค้าขาย นับถือว่าถ้าได้บอกขอต่าองค์หลวงพ่อแล้ว สินค้าก็ซื้อง่ายขายคล่องเป็นเทน้ำ
เทท่าเรือแพที่ผ่านไปมาในแม่น้ำ พอถึงที่ตรงกับโบสถ์ของหลวงพ่อแล้ว ผู้นิยมนับถือและเห็นความ
ศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธร ก็วักเอาน้ำในแม่น้ำซึ่งนับถือว่า เป็นน้ำมนต์หลวงพ่อดื่มบ้าง ลูบศรีษะ ล้างหน้า
ประพรมเรือและสินค้าในเรือดังกล่าวให้เห็นกันอยู่ทุกวัน ส่วนทางบกประชาชนรู้จักและนับถือยังไม่
แพร่หลาย เพราะการคมนาคมไม่สะดวก ครั้นต่อมาการคมนาคมได้สะดวก ผู้คนจึงมากราบนมัสการมากขึ้น
ผู้ใดเจ็บป่วยก็มาขอความคุ้มครองจากหลวงพ่อโสธร และได้ผลสมความปรารถนาเป็นส่วนมาก กิตติศัพท์
ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อได้แผ่ไพศาลไปในถิ่นต่างๆ
ส่วนงานสมโภชองค์หลวงพ่อนั้นได้เล่ากันว่า เมื่อ พ.ศ. 2433 บ้านโสธรได้เกิดทุพภิกขภัยข้าวยากหมาก
แพง ฝนแล้ง ข้าวกล้าในนา ผลไม้ในสวนเหี่ยวแห้ง สัตว์พาหนะเกิดโลกระบาด ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่เกิด
โรคฝีดาษ ทั้งสัตว์ล้มเจ็บลงตามกัน ผู้คนต่างก็หนีตายทิ้งบ้านเรือนทรัพย์สมบัติเพื่อเอาตัวรอด ผู้ป่วยไปไม่
ไหวก็นอนรอวันตายของตน ในกาลครั้งนั้นมีบุรุษหัวหน้าครอบครัวๆหนึ่งได้เป็นโรคนี้เช่นกัน เมื่อไม่มีที่
พึ่งก็หันหน้าเข้าหาพระสรณะที่พึงพำนัก จึงไปนมัสการอธษฐานบนบานขอความคุ้มครองรักษาจากหลวง
พ่อโสธรในวิหาร และรับเอายาดีจากหลวงพ่อมา ๓ อย่าง คือ ๑.ขี้ธูป ๒.ดอกไม่เหี่ยวแห้งที่บูชาแล้ว ๓.
อธิษฐานหยดเทียนขอน้ำมนต์จากหลวงพ่อ และได้นำเอามาต้มกินแลอาบทาทั่วสรรพางค์กาย ปรากฎว่า
ได้ผลสมความปรารถนา โรคหายไปเป็นปลิดทิ้ง ด้วยความดีใจที่โรคหายตามประสงค์ จึงจัดให้มีการ
สมโภชแก้บนหลวงพ่อ แต่นั้นมา กิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อก็ได้แพร่สพัดไปในถิ่นต่างๆ
กว้างขวางมากขึ้นจนเป็นที่เลืองลือนับถือบูชาว่าหลวงพ่อโสธรศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้ใดปรารถนาสิ่งใดที่ชอบ
ธรรม ท่านก็ประสิทธิ์ประสาทให้สมตามประสงค์ การสมโภชและแก้บนจึงเกิดมีขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
หลวงพ่อโสธรเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนพุทธบริษัททั้งใกล้และไกลเป็นที่นับถือ และที่ผู้ไปนมัสการ
ไม่ขาด ทางวัดจึงจัดให้มีงานเทศกาลฉลององค์หลวงพ่อปีหนึ่งมีสามครั้ง คือ
๑. งานเทศกาลเดือน 5 เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 15 ค่ำ ถึงแรม 2 ค่ำ รวม 3 วัน 3 คืน เป็นงานฉลองสมโภชในวันที่
อาราธนาหลวงพ่อโสธรขึ้นจากน้ำมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้
๒. งานเทศกาลเดือน 12 เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 12 ค่ำ ถึงแรม 1 ค่ำ เนื่องจากในปี พ.ศ. 2433 เกิดโรคฝีดาษระบาด
ทั่ว ชาวบ้านจึงบนบานต่อหลวงพ่อโสธร ขอให้หายและได้จัดพิธีสมโภชจนกลายเป็นประเพณีสืบต่อกันมา
ปัจจุบันทางจังหวัดฉะเชิงเทราและทางวัดโสธรฯ ได้ร่วมกันจัด "งานนมัสการพระพุทธโสธร และงาน
กาชาดฉะเชิงเทรา" ขึ้นเป็นประจำ มีการเฉลิมฉลองและการจัดขบวนแห่หลวงพ่อโสธรจำลองทั้งทางบก
และทางน้ำ
๓. งานเทศกาลตรุษจีน จัดโดยสมาคมชาวจีน พร้อมด้วยพ่อค้าประชาชน และข้าราชการ เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1
ค่ำ ถึงขึ้น 5 ค่ำ ( ตามจันทรคติของจีน ) รวม 5 วัน 5 คืน
ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับหลวงพ่อโสธร ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อคราวเสด็จประพาสจังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. 2451 ไว้ดังนี้
“กลับมาแวะวัดโสธร ซึ่งกรมหลวงดำรงคิดจะแปลว่า ยโสธรจะให้เกี่ยวข้องแก่การที่ได้สร้าง เมื่อเสด็จกลับ
จากการไปตีเขมร แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ หรือเมื่อใดนั้นเป็นที่สงสัยด้วยเห็นไม่ถนัด พระพุทธรูปทำ
ด้วยศิลาแลงทั้งนั้น องค์ที่สำคัญว่าเป็นหมดดีนั้น คือ องค์ที่อยู่กลาง ดูรูปตักและเอวงามเป็นทำนองเดียวกัน
กับพระพุทธรูปเทวปฏิมากร แต่ตอนบนกลายเป็นด้วยฝีมือผู้ปั้นไปว่า
ลอยน้ำมาก็เป็นความจริงเพราะเป็นศิลาคงจะไม่ได้ทำในที่นี้ ”
อานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโสธรที่เลื่องลือ ผู้คนจำนวนมากทั่วสารทิศได้เดินทางมานมัสการ
หลวงพ่อโสธรกันอย่างเนืองแน่น โดนเฉพาะช่วงวันหยุดและช่วงเทศกาลแห่หลวงพ่อโสธร ซึ่งได้มีการจัด
ขึ้นทุกๆปี เพราะหลวงพ่อโสธรเปรียบเสมือนเป็นต้นโพธิ์ไทรอันใหญ่ ให้สรรพสัตว์ได้พำนักอาศัย หลวง
พ่อเป็นร่มใหญ่กางกั้นสรรพภัยอันตราย ความเดือดร้อนลำเค็ญให้สรรพสัตว์ได้อยู่เย็นเป็นสุข เป็นแพทย์
วิเศษพยาบาลผู้ป่วยไข้ให้หายขาด เป็นสรณะที่พึ่งพิงของหมู่บริษัทที่ถูกภัยคุกคาม เป็นนิธิบ่อบุญกุศลของ
ทายกทายิกาผู้ใฝ่หาบุญกุศล หลวงพ่อท่านเป็นสัพพัญญูสำเร็จวิชาทุกอย่างทั้งทางโลกและทางธรรม เป็น
บรมครูของเทวดาและมนุษย์ไม่มีผู้ใดยิ่งไปกว่าเพราะท่านคือ “ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “
หน้า 1 2

|