หน้า 1  2   3                                                                                  download ดาวน์โหลดเอกสารนี้

 

ความนิยมในการบริโภคสุราของคนไทยในยุคเก่าและใหม่

      ประชาชนคนไทยในปัจจุบัน จึงหันมานิยมบริโภคสุรากันมากขึ้นทุกวันๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวหรือ
คนสมัยใหม่ โดยสถิติการดื่มสุราของคนไทยเพิ่มมากขึ้นตลอดมา  จากข้อมูลของผู้ดื่มสุราใน พ.ศ.2536
เทียบกับปัจจุบันพบว่ามีผู้ดื่มสุราเพิ่มมากขึ้นเป็น 6 เท่า  ทั้งนี้เนื่องจากกลยุทธ์การโฆษณาประชาสัมพันธ์
ของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำเมาในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นการชักจูงใจทำให้เชื่อว่าสังคมให้การยอมรับ จึง
ทำให้มีผู้ดื่มสุราเพิ่มอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเยาวชน

      การที่เยาวชนดื่มสุรามีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ ความอยากรู้อยากลอง อยากเข้าสังคม ค่านิยมที่ผิด
เพื่อนชักชวน พฤติกรรมเลียนแบบคนดังหรือมีชื่อเสียง ต้องการให้เป็นที่ยอมรับในกลุ่ม อยากท้าทายและคึก
คะนอง หาซื้อได้ง่าย

      แตกต่างจากคนไทยของเราในสมัยก่อนที่พวกท่านไม่ได้นิยมดื่มสุราอย่างบ้าคลั่งเหมือนในปัจจุบันนี้
จากหลักฐานเก่าแก่ที่สุดของไทยเกี่ยวกับเหล้า คือจารึกภาษาเขมร อายุราวพุทธศรรษตวรรษที่ 16-18 ซึ่งพบที่ประสาทพนมรุ้ง ระบุไว้ว่าเมืองไทยมีการใช้เหล้าในพิธีสักการะเทวดาและพิธีกรรมความเชื่อต่างๆที่
เกี่ยวกับวิญญาณ

      ส่วนบันทึกของชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทยมักตรงกันว่าคนไทยในอดีตนิยมดื่มเพียงน้ำเปล่าเป็น
เครื่องดื่มปกติ ดังเช่น นิโคลาส์ แชรแวส ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางเข้ามาพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาในสมัย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นเวลานาน ๔ ปี
ได้บันทึกเอาไว้ว่า…

“ไม่มีชนชาติใดที่จะบริโภคอาหารอดออมเท่าคนสยาม
สามัญชนดื่มแค่น้ำเท่านั้น แล้วก็กินข้าวหุง ผลไม้ปลาแห้งบ้างเล็กน้อย ”

      การดื่มเหล้าของคนไทยสมัยก่อนนั้นมักเป็นในเทศกาล งานเลี้ยง งานฉลองต่างๆ  ซึ่งสังคมเปิดโอกาส
ให้ดื่มเหล้าได้  ดังที่ โยส เชาเต็น ผู้จัดการบริษัทการค้าฮอลันดา ซึ่งเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททองเป็นเวลานาน 8 ปี บันทึกไว้ว่า...

“ อาหารของชาวสยามไม่ฟุ่มเฟือยและมีน้อยสิ่งตามปกติมีข้าว ปลา และผัก
ส่วนเครื่องดื่มตามปกตินั้น เขาดื่มแต่น้ำอย่างเดียว แต่ในวันหยุด
ชาวสยามกินอาหารกันอย่างฟุ่มเฟือย และชาวบ้านก็ดื่มสุราอย่างเมามายด้วย"

อิทธิพลของพุทธศาสนากับการไม่ดื่มเหล้าของคนไทยในอดีต
      การไม่ดื่มเหล้าของไทยน่าจะเป็นเพราะอิทธิพลของพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเหล้าเป็นโทษ ดังที่มีระบุเป็น
ข้อหนึ่งในศีล 5  นอกจากใน พระไตรปิฏก วรรณคดี ที่ระบุโทษของเหล้า และมีผลอย่างสูงต่อคนไทยใน
อดีต ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วง หรือไตรภูมิกถา ซึ่งเป็นวรรณคดีไทยที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่ง
แต่งโดยพระเจ้าลิไทยในสมัยสุโขทัย  ในไตรภูมิพระร่วง ตอนหนึ่ง ระบุโทษภัยของเหล้าไว้ว่า...

“ถ้าแลว่าผู้ใดคบหากันกินเหล้าไส้ บาปนั้นจะให้ตกนรก แลมียมบาลทั้งหลายทำร้ายแก่ตนๆ
ทุกขเวทนา หึงนานนักแล เมื่อพ้นจากนรกขึ้นมาได้เป้น ผีเสื้อ 500 ชาติ แลเป็นสุนัขบ้า 500  ชาติ  
แม้เกิดมาเป็นคนไส้ก็เป็นบ้า  อนึ่ง  แลมีรูปกายนั้นบมิวายเป็นคนอัปลักษณ์  ใจพาล
แลมิรู้จักความรับผิดชอบ แลเป็นคนโหดหืนหนักหนา  ผิว่ามิรู้จักบาปตนนั้น  แลยังจะทำบาปนั้น
สืบไปเล่า แลบาป นั้นก็เร่งมากไปเล่าแล ยากที่จะพ้นบาปทั้งหลายแลกรรมอันใดอันมิควรกระทำ
แลเจ้าทั้งหลายอย่าได้กระทำสืบไปอีกเลย” 


ค่านิยมของผู้ชายที่ดีต้องไม่ดื่มเหล้า


      อิทธิพลของพุทธศาสนาน่าจะทำให้ลักษณะผู้ชายที่ดีของไทยในอดีตคือ ต้องไม่ดื่มเหล้าเมายา ใน
วรรณคดีเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนที่นางทองประศรี แม่ของพลายแก้ว ไปสู่ขอนางพิมพิลาไลย นางศรี
ประจันแม่นางพิมไม่ขัดข้อง ถึงแม้ว่าพลายแก้วจะยากจน แต่ที่สำคัญคือขอให้เป็นคนดี นางศรีประจันจึง
ถามขึ้นว่า ...

“ ตูจะขอถามความท่านยาย.........ลูกชายนั้นดีหรืออย่างไร
ไม่เล่นเบี้ยกินเหล้าเมากัญชา.........ฝิ่นฝามันสูบบ้างหรือไม่ ”

ในสุภาษิตสอนหญิง ซึ่งสุนทรภู่แต่งเพื่อสอนผู้หญิงสามัญทั่วไปก็สะท้อนทัศนะคติเดียวกัน

“ คิดถึงตัวหาผัวนี้หายาก.........มันชั่วมากนะอนงค์อย่าหลงใหล
คนสูบฝิ่นกินสุราพาจัญไร ..........แม้หญิงใดร่วมห้องจะต้องจน”

แม้สังคมโบราณ จะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านทั่วไปดื่มเหล้าได้ในงานเทศกาล งานรื่นเริง แต่สำหรับเจ้านาย
และขุนนางสมัยอยุธยา การดื่มเหล้าเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด ดังใน พระไอยการอาญาหลวงตราในปี พ.ศ.
1895 มาตรา 43 บัญญัติว่า...

 “ ห้ามมิให้มุกขมนตรีราชนิกุนขุนหมื่นหัวพันทั้วหลายคบกันเสพสุรา ยาเมา สูบฝิ่น เที่ยวเล่นในกลางคืน ”
ส่วนผู้ที่ละเมิด... “ ผู้นั้นทุรยดขบถต่อแผ่นดิน ”

อย่างไรก็ตามการดื่มเหล้าของขุนนาง หรือพระมหากษัตริย์ในอดีตก็มีอยู่ ดังที่รู้กันดีว่า พระเจ้าเสือ แห่ง
ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ทรงโปรดเสวยน้ำจันทร์และมักจะเมาอยู่เป็นนิจ ส่วนขุนนางในสมัยพระนารายณ์ นิ
โคลาส์ แชรแวส กล่าวว่ามัก “ ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดื่ม(เหล้า) กิน เล่นการพนัน แล้วก็นอน “

      ส่วนเหล้าที่ชาวบ้านทั่วไปดื่มกันในสมัยอยุธยา คาดว่าน่าจะเป็นเหล้าแช่ส่วนใหญ่ ส่วนเหล้ากลั่นนั้น ผู้
ดื่มส่วนใหญ่มักเป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทย ดังนั้นโรงกลั่นเหล้ามักอยู่ในย่านชุมชนชาวจีน แม้ใน
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็น่าจะยังเป็นเช่นนี้อยู่  ดังในนิราศพระประทม ซึ่งสุนทรภู่แต่งในรัชกาลที่ 3 ก็ได้
กล่าวถึงการต้มเหล้าโดยชาวจีน...

“ ถึงปากน้ำลำคลองท้องทุ่ง.......เจ็กเขาหุงเหล้ากลั่นควันโขมง ”

      พัฒนาการของความนิยมในการบริโภคสุราเริ่มพัฒาขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  สาเหตุเป็น
เพราะมีชาวจีนแผ่นดินใหญ่อพยพเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเกิดความแร้นแค้นในประเทศ
จีน และทางการไทยเองในครั้งรัชกาลที่ 3 ก็มีความต้องการแรงงานอิสระ เพื่อใช้ในทางการเกษตร ต่อเรือ ทำเหมือง และการสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ จากจำนวนประชากรทั่วประเทศ 5 ล้านคนในรัชกาลที่ 3
พบว่ามีชาวจีนมากถึง7 แสนคน และเพิ่มเป็น1.5 ล้านคน จากประชากร 6 ล้านคนในสมัยรัชกาลที่ 4  
และการที่เหล้าแพร่หลายไปกับชาวจีน ทำให้คนไทยตามท้องที่ต่างๆ เข้าถึง และหาซื้อเหล้าได้ง่ายขึ้น
จึงดื่มกันมากขึ้น

     เมืองไทยปัจจุบันนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา มีผู้ยอมรับนับถือมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และ
ถือว่าเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในโลกปัจจุบัน แต่ประเทศไทยกลับมาชื่ออยู่ในประเทศที่บริโภค
สุรามากสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก หรือนับเป็นประชากรประมาณ 18 ล้านคนเศษ บริโภคสุราเฉลี่ย 14 ลิตร
ต่อคน และโดยส่วนใหญ่มักเมาแล้วขับรถ  จึงส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ติดอันดับ
6 ของโลกอีกด้วย  และแนวโน้มอายุเฉลี่ยของผู้เริ่มต้นบริโภคสุรามีอายุลดลง  เพราะฉะนั้นพวกเราชาวพุทธ
ทุกผู้ทุกนาม จึงต้องนำหลักธรรมของพระพุทธองค์เข้ามาใช้กับชีวิตให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ชื่อว่าพวกเราเป็น
ชาวพุทธอย่างแท้จริง ไม่ได้อิงแต่แค่ในบัตรประชาชนว่าเป็นชาวพุทธ  มีลูกมีหลานผู้ปกครองก็จะต้องอบรม
สั่งสอนให้พวกเขาเห็นสุราเป็นของน่ารังเกียจ ไม่ควรเข้าใกล้ และที่สำคัญผู้ปกครองเองจะต้องทำเป็น
ตัวอย่างให้พวกเขาเห็นด้วย โดยจะต้องเชื่อในกฎแห่งสัจธรรมและหลักธรรมต่างๆ ที่พระพุทธเจ้า ศาสดา
เอกของโลก ผู้รู้แจ้งเห็นจริงที่ทรงสั่งสอนมาและพุทธศาสนิกชนอย่างเราๆท่านๆก็สมควรที่จะยึดถือศีล 5
เป็นอย่างน้อยเพื่อประโยชน์และความสุขที่จะเกิดขึ้นกับตัวของเราเองทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

โดย แหวนไข่มุก

หน้า 1  2   3